ลักษณะของผ้า(Fabric)

ลักษณะของผ้า หรือ ลักษณะของเนื้อผ้า โดยทั่วไปเนื้อผ้ามีมากมายหลายแบบ แต่เราขอแนะนำในส่วนของผ้าที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน
ซึ่งมี 3 ชนิด ดังนี้

เนื้อผ้า

ความยืดหยุ่น

การระบายอากาศ

ราคา

Cotton 100% (ผ้าฝ้าย)

สูงมาก

สูงมาก

สูง

TC ( Cotton ผสม Polyester )

ปานกลาง

ปานกลาง

จัดว่าอยู่ในเกณฑ์สูงอยู่

TK ( Polyester หรือ ใยสังเคราะห์ )

พอใช้

พอใช้

ถูกกว่าเนื้อผ้าชนิดอื่น

ผ้าฝ้าย (cotton)
** รายละเอียดเชิงลึกของผ้าฝ้าย คลิก **

นิยมใช้ทำเสื้อชนิดต่างๆ มีราคาค่อนข้างสูง สมบัติทั่วไปของผ้าฝ้ายก็คือ สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี
ซับเหงื่อได้ดีเยี่ยม เนื้อผ้าจะมีลักษณะด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือมันจะยับง่าย เมื่อซักบ่อยๆ ก็จะย้วย


ผ้าฝ้ายผสมกับผ้าใยสังเคาะห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าผ้า T/C หรือ TC
** รายละเอียดเชิงลึกของ TC คลิก **

เป็นผ้าที่มีส่วนผสมเป็นใยสังเคราะห์ และนำเนื้อฝ้ายเข้ามาผสมรวมด้วย
คุณสมบัติก็จะอยู่กลางระหว่างผ้า cotton
และผ้า TK ผ้าชนิดนี้นิยมทอผ้าให้มีลักษณะเป็นรู
เนื่องจากผ้าประเภท TK และ TC มีสมบัติในการระบายอากาศที่ไม่ค่อยดีนัก การทอผ้า
จึงนิยมทอผ้าให้มีรูเล็กๆ เพื่อช่วยระบายอากาศ และเพื่อความสบายในการสวมใส่เนื้อผ้า
จะมีลักษณะความมัน (น้อยกว่า TK)

ผ้าใยสังเคาะห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าผ้า T/K หรือ TK

เป็นผ้าที่มีส่วนผสมหลักเป็นใยสังเคราะห์ เนื้อผ้าจะมีลักษณะมัน
คุณสมบัติ ทั่วๆไป คือ ผ้า TK จะไม่ค่อยยับ อยู่ทรง ไม่ย้วย สีไม่ตก
แต่ข้อเสียก็คือเสื้อที่ทำจากผ้า TK ใส่แล้วจะร้อน
เนื่องจากระบายอากาศไม่ดีผ้า TK จึงนิยมทอ ให้มีลักษณะเป็นรูเช่นกัน
ทนทานหาได้ง่ายและวางขายตามท้องตลาด

ความเหมาะสมในการเลือกใช้

เนื้อผ้า

ความเหมาะสม

Cotton 100% (ผ้าฝ้ายธรรมชาติ)


เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ในที่กลางแจ้งและโดนแดดบ่อยๆ
เพราะผ้าจะระบายอากาศได้ดีไม่ค่อย อมเหงื่อ
หรือต้องการความหรูหราใส่สบายแต่ราคาอาจจะสูงซักนิดนึง

TC ( Cotton ผสม Polyester )


เหมาะกับคนที่เหงื่อออกง่ายแม้ทำงานอยู่ในห้องแอร์
เพราะระบายอากาศได้ดีพอสมควรและข้อดีที่โดดเด่นกว่า Cotton 100% คือ อยู่ทรง ไม่หดไม่ย้วย (ส่วน Cotton จะคุม % ความหดและย้วยลำบาก)

TK ( Polyester หรือ ใยสังเคราะห์ )


เหมาะที่จะใช้ในห้องแอร์ ไม่ค่อยโดนแดด


ลักษณะการทอมีอยู่ 2 แบบ

  • แบบเนื้อ Lacoste หรือ เนื้อ Juti < จุติ>
    • ทอแบบ Juti รูจะเป็นรูปรังผึ้ง
    • ทอแบบ Lacoste รูจะเป็นรูปข้าวหลามตัดเล็กๆ

  • แบบเนื้อเรียบ


สิ่งที่มีผลต่อการประเมินราคา

  • จำนวนที่ใช้ ยิ่งถ้าใช้จำนวนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนผ้าถูกลง
  • จำนวนของการปักโลโก้ หรือ สกรีน และ ขนาดของแต่ละจุด
    • ข้อดีของการสกรีน ลวดลายละเอียดตามที่ต้องการ สวยงาม สีสรรค์สดใส
      ราคาจะ ขึ้นอยู่กับจำนวนสี และ ขนาด
    • ข้อดีของการปักจะทำให้เสื้อดูดี มีราคา หรูหราน่าสวมใส่

      ดูตัวอย่างงาน สกรีน งานปัก ที่นี่
  • รูปแบบของเสื้อ เช่น แขนจั๊ม, แขนแล็บ, ปกขลิบสี, สาปสี, ชายเสื้อผ่าข้างเท่ากัน หรือ ไม่เท่า เป็นต้น

    ดูตัวอย่างงานที่เคยทำ ที่นี่

  • ขนาดของตัวเสื้อ ถ้า Size เกินกว่ามาตรฐานมากราคาก็อาจสูงขึ้น
    ผ้า 1 ม้วน โดยทั่วไป จะตัดเสื้อได้ประมาณ 60 ตัว แล้วแต่ขนาดเสื้อ
    ดูรายละเอียด Size เสื้อได้ที่
    ขนาด Size เสื้อมาตรฐาน Couple Club

 

- ข้อมูลเชิงลึก -

ผ้า (Fabrics)

โดยนิยามแล้วผ้าคือวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่นแบน สามารถผลิตจากสารละลาย เส้นใย เส้นด้าย หรือวัสดุพื้นฐานเหล่านี้รวมกัน เมื่อแบ่งแยกตามลักษณะการผลิต สามารถแบ่งประเภทของผ้าออกเป็น 3 แบบ คือ ผ้าทอ (woven fabrics) ผ้าถัก (knitted fabrics) และ ผ้าอื่น ๆ


ผ้าทอประกอบด้วยด้ายและเส้นใย

ผ้าทอ (woven fabrics)

เป็นผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอโดยใช้เครื่องทอ (weaving loom) โดยมีเส้นยืน (warp yarn) และเส้นพุ่ง (filling or weft yarn) ที่ทอขัดในแนวตั้งฉากกัน และจุดที่เส้นทั้งสองสอดประสานกัน (interlacing) จะเป็นจุดที่เส้นด้ายเปลี่ยนตำแหน่งจากด้านหนึ่งของผ้าไปด้านตรงข้าม การทอในปัจจุบันมีการพัฒนา จากการทอด้วยมือ (hand looms) ไปเป็นการใช้เครื่องจักรในการทอ โดยใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบ แตกต่างกัน เช่น Air-jet loom, Rapier loom, Water-jet loom, Projectile loom, Double-width loom, Multiple-shed loom, Circular loom, Triaxial loom

ประเภทของผ้าทอ
ผ้าทอแบ่งเป็นหลายชนิดขึ้นกับลักษณะการทอ เช่น Plain, Basket, Twill, Satin, Crepe, Dobby, Jacquard, Doublecloth, Pile, Slack-tension, Leno, และ Swivel

ผ้าถัก (knitted fabrics)



ประเภทของผ้าถัก
Filling-Knit fabrics เช่น Jersey, Rib structure, Iเป็นผ้าที่เกิดจากการใช้เข็ม (needles) ถักเพื่อให้เกิดเป็นห่วงของด้ายที่มีการสอดขัดกัน (interlocking loops) โดยจะมีเส้นที่อยู่แนวตั้ง (Wales) และเส้นที่อยู่ในแนวนอน (courses) nterlock structure, Purl knits
Warp knit fabrics เช่น tricot warp knit, Raschel warp knit, Simplex, Milanese


ผ้าอื่นๆ

เป็นผ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตอื่นที่นอกเหนือไปจากการถักและทอ เช่นการขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มทั้งจากสารละลายและจากการฉีดพลาสติกหลอม การขึ้นรูปเป็นโฟม และการขึ้นรูปเป็นผ้าจากเส้นใยโดยตรง เรียกว่า ผ้าไม่ถักไม่ทอ (nonwovens)

ผ้าไม่ถักไม่ทอ (nonwovens)
มีลักษณะโครงสร้างเป็นแผ่นผ้าที่เกิดจากการสานไปมาของเส้นใย (fibrous web) มีการยึดกันด้วยการ ที่เส้นใยพันกันไปมา (mechanical entaglement) หรือโดยการใช้ความร้อน เรซิน หรือสารเคมีในการทำให้ เกิดการยึดกันระหว่างเส้นใย ผ้าไม่ถักไม่ทอสามารถผลิตได้โดยหลายกระบวนการผลิตคือ

Dry-laid: โดยการใช้ลมพ่นเส้นใยลงบนสายพานที่กำลังเคลื่อนตัวไป โดยการเรียงตัวของเส้นใยจะไม่มีทิศทาง (random oriented) ทำให้มีความแข็งแรงเท่ากันในทุกทิศทาง ตัวอย่างผ้าที่ได้จากการผลิตโดยกระบวนการนี้คือ ผ้าเช็ดเอนกประสงค์ กระดาษแยกช่องแบตเตอรี่ (battery separators) ไส้กรอง (filters) เป็นต้น

Wet-laid: โดยการกระจายเส้นใยสั้นในน้ำ แล้วทำการกรองผ่านเพื่อแยกน้ำออกจากเส้นใย ที่มีการเรียงตัวในทุกทิศทาง ตัวอย่างผ้าที่ได้จากการผลิตโดยกระบวนการนี้คือ ไส้กรอง ไส้ฉนวน ผ้าเช็ดเอนกประสงค์ และกระดาษแยกช่องแบตเตอรี่

Spun-bonded: เป็นการเตรียมผ้าโดยตรงจากเส้นใยที่ถูกฉีดออกมาจากหัวฉีดเส้นใย (spinnerets) เส้นใยต่อเนื่อง (continuous filament) ที่กำลังร้อนก็จะถูกฉีดสานไปมาบนสายพานที่กำลังหมุนอยู่ เส้นใย ที่เย็นตัวลงจะมีการเชื่อมติดตรงจุดที่มีการพาดผ่านระหว่างเส้นใยด้วยกัน การเชื่อมติดอาจทำเพิ่มเติม โดยการใช้ความร้อนและแรงกด นอนวูฟเวนที่ได้จากการผลิตโดยวิธีนี้จะมีค่าการทนต่อแรงดึงและแรงฉีก และบาง
(low bulk) ตัวอย่างการใช้งานได้แก่ พื้นพรม (carpet backing) ผ้าที่ใช้ในงานธรณี (geotextiles) เสื้อผ้าป้องกัน (protective apparel) ไส้กรอง เป็นต้น


Hydroentangled หรือ spunlace: กระบวนการผลิตคล้ายกับการผลิตนอนวูฟเวนแบบ spun-bond ยกเว้นใช้น้ำแรงดันสูงฉีดผ่านโครงสร้างที่สานไปมาของเส้นใย ทำให้เกิดโครงสร้างที่มีลักษณะคล้ายผ้าทอ ผ้าที่ได้จะมีความยืดหยุ่น (elasticity) และโค้งงอ (flexibility) มากกว่า spun bond

Melt-blown: เป็นการฉีดเส้นใยผ่านหัวฉีดไปยังอากาศร้อนที่มีความเร็วสูง ทำให้เส้นใยเกิดการขาด เป็นเส้นใยสั้นๆ ซึ่งจะถูกเก็บลงบนสายพานที่เคลื่อนที่ การยึดติดเกิดจากการสานไปมาของเส้นใย และการใช้ความร้อน เนื่องจากเส้นใยไม่ได้ผ่านการดึงยืดก่อน ผ้าที่ได้จะมีความแข็งแรงน้อยกว่าชนิดอื่น เส้นใยที่ใช้เทคนิคการผลิตนี้มากคือเส้นใยโอเลฟินและโพลีเอสเทอร์ (Olefin and polyester fibers) ตัวอย่างการใช้งานได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางการแพทย์ และกระดาษแยกช่องแบตเตอรี่

Needle punching: เป็นการเตรียมแผ่นนอนวูฟเวนโดยเทคนิค dry-laid แล้วนำมาผ่าน เครื่องปักเข็ม (needle loom) เพื่อช่วยเพิ่มการยึดเกาะและความแข็งแรงของแผ่นนอนวูฟเวนให้มากขึ้น


- ข้อมูลเชิงลึกของผ้าฝ้าย -

ผ้าฝ้าย (cotton)

สมบัติทางกายภาพ
เส้นใยฝ้าจะมีขนาดความกว้างเท่าๆ กันหรือใกล้เคียงกัน คือจะมีความกว้างประมาณ 12-20 ไมครอน ตรงส่วนกลางของเส้นใยจะกว้างกว่าส่วนหัวและปลาย ส่วนความยาวใยฝ้ายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ชึ้นอยู่กับพันธุ์ฝ้าย สภาพดินฟ้าอากาศ และการเจริญเติบโต เส้นใยฝ้ายส่วนใหญ่จะยาวประมาณ 7/8 นิ้ว และขนาดที่นิยมนำมาใฃ้ในงานอุตสาหกรรมสิ่งทอคือใยฝ้ายที่ยาวประมาณ 1/2 นิ้ว

ความมันเงา :
ใยฝ้ายโดยทั่วๆไปจะมีความมันน้อย ต้องเพิ่มความมันด้วยการตกแต่ง เช่น ผ้าฝ้ายเมอร์เซอร๋ไรซ์ ความเหนียว ฝ้ายจะมีความเหนียวปานกลาง คือจะเหนียวประมาณ 3.0-5.0 กรัมต่อเดนเยอร์ ตวามเหนียวจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปียก ความเหนียวเมื่อเส้นใยเปียกจะมากกว่าความเหนียวเมื่อแห้งประมาณ 25-40 เปอร์เซ็นต์ ความยืดหยุ่นและการยืดได้ ในฝ้ายขะยืดหยุ่นได้ค่อนข้างต่ำ คือจะยืดได้ประมาณ 3-7 เปอร์เช็น บางครั้งอาจถึง 10 เปอร์เซ็นก่อนถึงจุดขาด การหดตัวกลับที่เดิม หากจับยึดอออกเพีง 2 เปอร์เซ็นจะหดตัวกลับเข้าที่เดิมได้ 74 เปอร์เซ็น และถ้าจับยึดออก 5 เปอร์เซ็นจะหดกลับที่เดิมได้เพีบง 50 เปอร์เซ็น

ความคืนตัว :
ใยฝ้ายและผ้าฝ้ายคืนตัวได้ต่ำ และยับง่ายมาก ความถ่วงจำเพาะ ใยฝ้ายมีความหนาแน่นและความท่วงจำเพาะ 1.54 กรัมลูกบาศก์เซนติเมตร

การดูดความชื้น :
ฝ้ายดูดความชื้นในบรรยากาศได้ 8.5 เปอร์เซ็น ถ้าความชื้นสัมพันธ์ในอากาศ 95 เปอร์เซ็น และ 100 เปอร์เซ็น ฝ้ายจะดูดความชื้นไว้ได้ 15 เปอร์เซ็น และ 25-27 เปอร์เซ็น ตามลำดับ ผ้าฝ้าย สามารถดูดซับความชึ้นจากเหงื่อและน้ำได้ดีและสามารถ ระบายความชื้นได้เร็ว

ความคงรูป :
โดยปกติผ้าฝ้ายจะคงรูป ไม่ยืด และหดตัวมากนัก ความยืดและหดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต เป็นผืนผ้าด้วย ถ้าต้องการไม่ให้หด จะต้องทำการตกแต่งให้ทนหด เช่น ผ้าซันฟอไรซ์

การผลิตไฟและการทนต่อความร้อน :
ฝ้าติดไฟง่ายและเร็ว เมื่อเผาจะมีกลิ่นเหมือนเผากระดาษ มีขี้เถ้าเหลือน้อย และมีสีเท่านุ่ม ผ้าฝ้ายถ้าถูกความร้อนแห้งที่มีความร้อนสูงกว่า 149 องศาเซลเซียสนานๆ จะทำให้ใยเสื่อมคุณภาพ แต่จะไหม้เกรียมถ้ารีดด้วยความร้อนสูงมากและการตกแต่ง เช่นการลงแป้ง ซึ่งจะช่วยให้ไหม้เกรียมง่ายขึ้น

สมบัติทางเคมี

ผลต่อด่าง :
ใยฝ้ายจะทนต่อด่างได้ดี ซึ่งในกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายต้องใช้ด่างมาก เช่น การฟอกขาวและการชุบมัน สารซักฟอกและการฟอกขาวทุกชนิดล้วนมีส่วนประกอบชองด่างทั้งสิ้น จึงสามารถใช้สารเหล่านี้กับฝ้ายได้อย่างปลอดภัย ผลต่อกรดฝ้ายจะไม่ทนต่อกรด โดยเฉพาะกรดบางชนิดเข้มข้นประเภทกรดของโลหะ เพราะกรดจะทำลายเส้นใยฝ้าย ผลต่อสารละลายอินทรีย์ ฝ้ายจะทนต่อสารละลายอินทรีย์ที่ใช้ในการซักรีดในประจำวันและการลบลอยเปรื้อนได้อย่างดีแต่จะละลายใน สารประกอบบางชนิด เช่น คิวปราโมเนียมไฮดรอกไซด์ และคิวปรีเอทิลีนไดอะมีน (cupriethylenediamine) เราจึงใช้สารเคมี 2 ชนิดนี้ในการวิเคราะห์เส้นใยฝ้ายได้ ผลต่อแสงแดดและปัจจัยอื่นๆผ้าฝ้ายถ้าตากแดดจัดไว้นานเกินไป จะทำให้กลายเป็นสีเหลืองและเสื่อมคุณภาพได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชื้น และการย้อมสีวัด (vat)และสีซัลเฟอร์บางชนิด

การเก็บรักษา :
ควรเก็บผ้าฝ้ายไว้ในที่แห้งและมีแสงสว่างน้อย ซึ่งจะทำให้ผ้าอยู่ในสภาพเดิมได้นาน อย่าเก็บผ้าไว้ในที่อับชื้นและอุ่น เพราะผ้าฝ้ายจะขึ้นราง่าย ซึ่งราจะทำให้ผ้าเสื่อมคุณภาพและขาดเร็วกว่าปกติ

ประโยชน์ใช้สอยของผ้าฝ้าย :
ผ้าฝ้ายใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางมากและมีราคาไม่แพง ซึ่งสามารถใช้เป็นเสื้อผ้านุ่งหุ้มได้ทุกชนิด นอกจากนี้ยังเป็นผ้าที่ใช้ในบ้าน ผ้าตกแต่งบ้าน และผ้าที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมได้อย่างดีอีกด้วย
ทั้งนี้เนื่องจากผ้าฝ้าย มีคุณสมบัติดีหลายประการ เช่น สวมใส่สบาย ไม่ร้อย ซักรีดง่าย และดูดซึมน้ำ
และความชื้นได้ดี นอกจากนั้นผ้าฝ้าย ยังย้อมสีง่าย สีไม่ตกและทนถ้าย้อมสีได้ถูกวิธี ผ้าฝ้ายจะทนต่อความร้อนและระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย การตกแต่งผ้าฝ้ายที่นิยมทำกัน ได้แก่ การทำการหด ทำให้ทนยับ และซักและวไม่ต้องรีด เป็นต้น ความน่าใช้ และสวมใส่สบายเป็นคุณสมบัติเด่นของผ้าฝ้าย

 

- ข้อมูลเชิงลึกของผ้า TC -

ผ้าฝ้ายผสมกับผ้าใยสังเคาะห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าผ้า T/C หรือ TC

ไนลอน เป็น ใยโพลีอะไมค์ (Nylon polyamide fibers) จัดเป็นใยสังเคราะห์จากสารเคมี
โดยเป็นสารประกอบระหว่าง กรดไดเบสิก (Ddibasic acid) และโพลีไฮดริกแอลกอฮอล์
(Polyhydric alcohol) ซึ่งเมื่อโดนความร้อนจะรวมตัวกันเป็นโพลีเอสเตอร์


คำว่า " ไนลอน " มักใช้เรียกชื่อใยสังเคราะห์จากโมเลกุลใหญ่ของอะไมด์ และมีคุณสมบัติทำเป็นเส้นใยได้ ไนลอนผลิตด้วยกระบวนการทางเคมีโดยการรวมตัวของเบนซิน ฟีนอล ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และ โซดาไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้มาจากถ่าน แก๊ส น้ำทะเล และอื่น ๆ มาผสมกันก็จะเปลี่ยนรูปเป็นโมเลกุลของเกลือไนลอน
โยงต่อกัน ภายใต้อุณหภูมิที่กำหนด


สมบัติทางกายภาพ

ความเหนียว :
ความเหนียวเป็นคุณสมบัติเด่นข้อหนึ่งของไนลอนคือมีความเหนียวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนลอนชนิดเหนียวมาก
( high tenacity nylon ) แม้ไนลอนชนิดธรรมดาก็ยังมีความเหนียมมากกว่าใยธรรมชาติชนิดอื่น ๆ ความเหนียวของไนลอนชนิดธรรมดาจะเหนียวประมาณ 4.6-5.8 กรัมต่อเดนเยอร์ ไนลอนชนิดเหนียวมากจะมีความเหนียว ประมาณ 8.8 กรัมต่อเดนเยอร์ เมื่อเปียกความเหนียวจะคงเดิม หรืออาจจะลดลงเล็กน้อย


ความยืดหยุ่นและความยืดได้ :
ไนลอนสามารถยืดหยุ่นได้ดีและยืดได้มาก และผ้าไนลอนจะคงรูปได้ดีเยี่ยม และสามารถคืนตัวได้ดี และไม่ยับง่าย การผลิตเนื้อผ้าต่าง ๆ จึงนิยมผสมไนลอนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อผ้าเพื่อให้คงรูปได้นาน

การดูดฅึมน้ำและความชื้นต่าง ๆ :
เมื่อเทียบกับผ้าฝ้าย (Cotton) แล้วไนลอนจะดูดซึมความชื้นได้ต่ำว่าผ้าฝ้าย ไนลอนจะสามารถดูดความชื้น ได้ประมาณ 4.0-4.5 เปอร์เซ็นต์ ในบรรยากาศที่มีความชื้นสูง ไนลอนจะดูดความความชื้นไว้ได้อย่างมาก 8 % การที่ดูดความชื้นได้น้อยกว่ามีผลดี ตรงที่สามารถย้อมสีได้ดีกว่า เนื่องจากไนลอนดูดความชื้นได้น้อย
จึงมีผลทำให้ ไนลอนแห้งเร็วเมื่อซัก แต่มีผลเสียในด้านการเกิดไฟฟ้าสถิตง่าย ทำให้สวมใส่ไม่สบายเท่าผ้าฝ้าย


ความคงรูป :
เนื่องจากไนลอนไวต่อความร้อน หรือเป็นใยสังเคราะห์ประเภทเทอร์โมพลาสติก จึงสามารถใช้ความร้อน
จับจีบถาวรได้ และคงรูปได้นาน ทนยับ และรีดเรียบได้ง่าย


การทนต่อความร้อน :
ไนลอนจะละลายที่ความร้อนประมาณ 250 องศาเซลเซียส ไนลอนทุก ๆ ชนิดจะทนความร้อนที่ระดับ 149 องศาเซลเซียส ได้อย่างดี โดยไม่เสียหายแต่ประการใด แต่ถ้าความร้อนสูงมากกว่านี้ จะทำให้เส้นใยของไนลอน อ่อนตัวลงและลดความเหนียวลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้จึงควรปรับอุณหภูมิ
สำหรับรีดผ้าที่ความร้อนระหว่าง 149 องศา


สมบัติทางเคมี

ผลต่อด่าง :
ใยสังเคราะห์ไนลอนค่อนข้างจะทนต่อด่างได้ดี หรือไม่ค่อยเกิดปฎิกิริยาเปลี่ยนแปลงมากนักกับด่าง สารซักฟอกและการฟอกขาวทุกชนิดล้วนมีส่วนประกอบชองด่างทั้งสิ้น จึงสามารถใช้สารเหล่านี้กับฝ้ายได้อย่างปลอดภัย

ผลต่อกรด :
จำพวกกรดของโลหะ เช่นกรดเกลือ กรดไนตริก และกรดกำมะถัน จะเป็นตัวทำลายต่อไนลอนได้ อย่างรวดเร็ว แม้แต่สารละลายของกรดเกลืออย่างเจือจางก็ยังสามารถทำลายเส้นใยไลนอล กรดอินทรีย์ ไอของกรด ต่าง ๆ ในอากาศตามย่านอุตสาหกรรมก็ทำให้ไนลอนเสื่อมคุณภาพได้เช่นกัน

ปฎิกิริยาต่อสารละลายอินทรีย์ :
สารละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่แทบจะไม่ทำให้ไนลอนเสียหายมากนัก น้ำยาฟีนอลเมตาครีซอล และกรดฟอร์มิกจะละลายไนลอน แต่สารละลายลบรอบเปี้อนและน้ำยาซักแห้งจะไม่ทำลายไนลอน

ปฏิกิริยาต่อแสงแดด และอายุการใช้งาน :
ไนลอนไม่ต้านทานแสงแดดจัดที่ส่องถูกตรง ๆ เป็นเวลานาน แสงแดดจะทำให้ไนลอนเสื่อมคุณภาพ (ไม่เหมาะสมกับการสวมใส่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ ) และลดความเหนียว
ไนลอนสีลดใสจะต้านทาน แสงแดดได้ดีกว่าไนลอนสีเข้มและทึบมืด การย้อมสีพิเศษจะช่วยให้ไนลอนทนต่อแสงแดดได้ดีขึ้น

ผ้าที่ทอจากเส้นใยไนลอนจะมีอายุการใช้งานได้นานกว่าผ้าฝ้าย ถ้าเป็นการเก็บรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ไนลอนเมื่อทอเป็นผ้าชิ้นแล้วผ้าจะมีเนื้อน่าจับจ้อง ปรับสภาพโค้งได้ดี และต้านทานการขัดสีได้ดีเยี่ยม
สบู่ ผงซักฟอก และสารฟอกขาวที่ใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้าประจำวันไม่ทำลายใยไนลอน


ความทนทานของเนื้อผ้าและเส้นใย :
ตัวแมลงและมอดไม่กินผ้าไนลอนแต่ถ้าพับเก็บไว้นานๆ แมลงต่างๆ และมดอาจกัดผ้าไนลอนได้
โดยเฉพาะตามรอยทับ ผ้าไนลอนที่ได้รับการตกแต่งแป้งจะขึ้นราได้ แต่ราจะไม่ทำลายถึงเนื้อผ้าไนลอน ใยไนลอนไม่ทำให้เกิดแบคทีเรียและเชื้อรา ขึ้นมาเองในเนื้อผ้า

การนำไปใช้ :
ไนลอนมีประโยชน์มาก และได้ถูกนำม่ใช้อย่างกว้างชวาง ซึ่งจะเป็นเส้นใยที่ได้รับเลือกเป็นผ้าตกแต่งบ้าน ซึ่งใช้ทำพรมมากที่สุด รองลงมาใช้เป็นผ้าตัดชุดชั้นใน ถุงเท้า ชุดกีฬา ชุดนอน และใช้ในงานอุตสาหกรรม
คือ ด้าย เชือก เต้นท์ และทำยางรถยนต์ สำหรับผ้าตัดชุดต่างๆ นิยมทอผสมกับใยอื่น
เพื่อเพิ่มคุณสมบัติอันได้แก่ ความเหนียว ความคงรูป ความยืดหยุ่น และความคงทน ต่อการเสียดสี
ให้กับผ้าใยผสมนั้นๆ

ผ้าไนลอนนั้นสามารถซักง่ายและแห้งเร็ว สามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้ อบให้แห้งด้วยเครื่องอบผ้าก็ได้ ใช้ความร้อนได้ทุกระดับ บางกรณีไม่จำเป็นต้องรีดเพียงซักและอบให้แห้งก็เป็นได้ ผ้าไนลอนสามารถฟอกขาวได้สบู่และสารซักฟอกธรรมดาไม่เป็นอันตรายต่อไนลอน


ปัญหาของการซักผ้าไนลอน :
ที่ควรระวังคือผ้าไนลอนจะดูดสีและสิ่งสกปรกจากน้ำที่ซักเอาไว้ในเนื้อผ้าถ้าซักรวมกับผ้าสีหรือผ้าสกปรก จะทำให้ผ้าไนลอนสีขาวมีสีดำคล้ำลง หรืออาจเปลี่ยนสีของผงซักฟอกหรือน้ำที่ซัก จึงควรแยกผ้าสีขาวต่างหาก และล้างผ้าให้สะอาด ด้วยน้ำสะอาด ไนลอน 6,6 ชนิดพิเศษ เช่น ดูปองต์ชนิด91 ได้เติมสารฟลูออเรสลงไปในขณะที่ปั่นเส้นใย เพื่อช่วยทำให้ผ้าไนลอนดูขาวอยู่เสมอเมื่อใช้ เทคนิคการย้อมสีและการใช้ย้อมสมัยใหม่ช่วยทำให้ผ้าไนลอนน่าใช้ยิ่งชึ้น การเกิดเป็นเม็ดหรือขุยบนผิวผ้า
(pilling) เป็นปัญหาสำคัญอีกประการ หนึ่งของผ้าไนลอน ซึ่งจะเป็นมากกับผ้าไนลอนที่ทอจากใยชนิดสั้น เนื่องจากไนลอนดูดซึมความชื้นได้ต่ำ จึงต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างการทอให้ผ้ามีช่องให้ลมผ่านได้ เพื่อจะได้ส่วมใส่สะบาย เช่น ผลิตผ้าด้วยก้วยการถักนิดหรือจะทำการตกแต่งให้พื้นผิวของผ้าดูดซึมความชื้นได้ดีขึ้น ระบายความร้อนและความขึ้นได้ดีขึ้นด้วยการพ่นสาร อื่นทับสารอื่นทับด้ายไนลอนก่อนนำไปทอเป็นผ้า

การนำผ้าไนลอนมาตกแต่งให้อยู่ตัวด้วยความร้อน จะทำให้ได้ผ้าไนลอนหลายรูปแบบ เช่น การอัดดอก การทำผ้าให้ย่นด้วยน้ำยาเคมี หรืออาจใช้สารโลหะ เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียมพิมพ์ลายลงบนผ้า ก็จะได้ผ้าที่มีลวดลายแปลกออกไป และจะทำให้ติดหรืออยู่ตัวอย่างถาวร โดยใช้ความร้อนช่วย

- การซักจะซักแห้งหรือซักน้ำก็ได้ ขึ้นอยู่กับสีที่ใช้ย้อม และการตบแต่ง การตัดเย็บและแบบของเสื้อผ้า
- คงรูปได้ดี
- ทนต่อด่าง - เกิดไฟฟ้าสถิตง่าย
- ไม่ทนต่อกรดอย่างเข้มข้น - ผ้าไนลอนสีขาว ควรฟอกขาวด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือโซเดียมเพอร์บอเรตหรือสารฟอกขาวคลอรีน
- ทนต่อรา และแมลงไม่ทำลายเนื้อผ้า - ดูดซึมสิ่งสกปรกและเหงื่อไคลได้ง่าย
- เพิ่มความเหนียวเมื่อเปียก - เวลาซักผ้าไนลอนสีขาวจะดูด สิ่งสกปรกจากน้ำที่ซักเข้าไว้ในเนื้อผ้าได้ง่าย
- ต้านทานการขัดสีได้ดีเยี่ยม
- ซักง่ายและแห้งเร็ว
- เส้นใยอาจหลุด เนื้อผ้าแยกได้ง่าย ถ้าผ้านั้นทอด้วยใยยาว
- ใช้ความร้อนอัดกลีบถาวรได้ - จะละลายแทนการไหม้ไฟ
- ดูดซึมความร้อนไม่มากนัก - ผ้าเนื้อบางหรือเป็นขนจะติดไฟง่าย
- สามารถผสมกับใยชนิดอื่น ๆ ได้ดีเพื่อเพิ่มความเหนียว - ผ้าที่ทอจากใยชนิดสั้นผ้าจะเกิดเป็นเม็ดเ
ป็นขุยบนผิวผ้า
- ไวต่อความร้อน

ข้อดีของเส้นใยไนลอน ข้อเสียของเส้นใยไนลอน คุณสมบัติอื่น ๆ

- เหนียวมาก
- ยืดหยุ่นและคืนตัวได้

- ไม่ทนต่อแสงแดด
ชนิดสีสดใสทนกว่าสีทึบสีโทนเข้ม
- การซักจะซักแห้งหรือซักน้ำก็ได้ ขึ้นอยู่กับสีที่ใช้ย้อม และการตบแต่ง การตัดเย็บและแบบขอลเสื้อผ้า
- คงรูปได้ดี
- ทนต่อด่าง
- เกิดไฟฟ้าสถิตง่าย
- ไม่ทนต่อกรดอย่างเข้มข้น

- ผ้าไนลอนสีขาว ควรฟอกขาวด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือโซเดียมเพอร์บอเรต
หรือสารฟอกขาวคลอรีน

- ทนต่อรา และแมลงไม่ทำลายเนื้อผ้า - ดูดซึมสิ่งสกปรกและเหงื่อไคลได้ง่าย
- เพิ่มความเหนียวเมื่อเปียก

- เวลาซักผ้าไนลอนสีขาวจะดูด สิ่งสกปรกจากน้ำที่ซักเข้าไว้ในเนื้อผ้าได้ง่าย

- ต้านทานการขัดสีได้ดีเยี่ยม
- ซักง่ายและแห้งเร็ว
- เส้นใยอาจหลุด เนื้อผ้าแยกได้ง่าย ถ้าผ้านั้นทอด้วยใยยาว
- ใช้ความร้อนอัดกลีบถาวรได้ - จะละลายแทนการไหม้ไฟ
- ดูดซึมความร้อนไม่มากนัก - ผ้าเนื้อบางหรือเป็นขนจะติดไฟง่าย
- สามารถผสมกับใยชนิดอื่น ๆ ได้ดีเพื่อเพิ่มความเหนียว -ผ้าที่ทอจากใยชนิดสั้นผ้าจะเกิดเป็นเม็ด
เป็นขุยบนผิวผ้า
- ไวต่อความร้อน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


Credit : www.mtec.or.th
www.gwfash.com


   
Contact to order@couple-club.com
COPYRIGHT © 2007 Couple-Club. ALL RIGHT RESERVED.